การจะสร้างนิสัยที่ดีให้กับลูก บางทีอาจต้องเริ่มที่ตัวพ่อแม่ก่อน

เช้าวันเสาร์วันหนึ่ง ฉันและลูกอยู่บนทางด่วนกำลังขับรถไปส่งเขาแข่งว่ายน้ำ เราขับไปถึงเลนที่ปิดถนนเพราะมีการก่อสร้าง ทำให้รถติดเป็นทางยาวสุดลูกหูลูกตา เอริค ลูกชายวัย 8 ขวบของฉันก็ระเบิดอารมณ์โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง “ทำไมเราต้องมาทางนี้ด้วย” เขาร้องโวยวายมาจากเบาะหลัง ถลึงตามองและโบกไม้โบกมือ “ผมจะไปวอร์มอัพสาย ผมต้องวอร์มอัพก่อน ถ้าผมไม่วอร์มอัพก่อนการแข่งรอบแรก ผมแย่แน่ แย่แน่ๆ”

ฉันบอกกับเอริคว่าที่เราออกจากบ้านเช้าเพราะเผื่อเราเวลารถติดไว้แล้ว และสัญญากับลูกว่าเราจะไปถึงก่อนเวลาวอร์มอัพแน่นอน แต่เอริคไม่เชื่อ เขาร้องเอะอะด้วยความโมโหตลอด 10 นาทีที่เราอยู่บนทางด่วน “เขาทำเหมือนคุณเลย” สามีของฉันบอกและยิ้มขำๆให้ “คุณต้องลองสังเกตตัวเองเวลาโมโหบ้างนะ”

เป็นความจริงอันโหดร้ายที่ฉันมักออกอาการโวยวายเหวี่ยงไม้เหวี่ยงมือเป็นนักกีฬาขว้างเบสบอลเวลาอะไรไม่ได้ดั่งใจ แต่แค่พฤติกรรมหงุดหงิดเล็กน้อยที่ฉันรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่นั้นมีผลเสียกับลูกของเราขนาดนี้เชียวหรือ “พฤติกรรมลักษณะออกท่าออกทางใหญ่โตจะมีผลกระทบแบบบูมเมอแรง คือเวลาที่เราทำอะไรใส่เด็ก เด็กจะเลียนแบบสิ่งนั้นแล้วทำใส่เรากลับ” ผู้ให้คำปรึกษาด้านครอบครัว นักจิตวิทยาด้านการศึกษาแห่งปาล์มสปริง รัฐแคลิฟอร์เรีย ไมเคิล บอร์บากล่าว

สิ่งที่สำคัญคือพ่อแม่ต้องจัดการกับพฤติกรรมหรือนิสัยของตัวเองเพื่อสร้างตัวอย่างที่ดีให้กับลูก บางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหนก่อน เพราะมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ง่ายๆ จากคำนิยาม “นิสัย”หมายถึงสิ่งที่เราประพฤติจากความเคยชิน และถ้าคุณสามารถเลิกสิ่งเหล่านี้ได้ ชีวิตครอบครัวของคุณก็จะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น

 

1.มองทุกสิ่งเป็นเรื่องวิกฤติ จึงไม่แปลกที่คุณจะสติแตกตลอดเวลา

 

ลูกน้อยวัย 7 ขวบของคุณลืมรองเท้าไว้ที่สนามซ้อมเบสบอล พอรู้แบบนั้น คุณก็กลอกตาและถอนหายใจใส่ลูก “อีกแล้ว ลืมข้าวลืมของตลอด!” และเมื่อลูกเกิดอุบัติเหตุในครัว คุณก็ระเบิดร้องไห้ออกมา

 

ผลกระทบต่อเด็ก 

ในบางสถานการณ์ การโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงหรือร้องไห้เสียใจเป็นการแสดงออกที่สมเหตุสมผล เพราะถ้าหากไม่แสดงอารมณ์อะไรเลยคุณก็กลายเป็น Spin Doctor (บุคคลสร้างภาพ) แล้วล่ะ แต่ถ้าคุณใส่อารมณ์กับเรื่องเล็กน้อยไปเสียหมดท แม้มันจะน่าหงุดหงิดแค่ไหน แต่ถ้าภาพรวมมันไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น พฤติกรรมนั้นจะทำให้ลูกไม่รู้ว่าควรจะตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างไร ควรโกรธ ควรเสียใจหรือก้ำกึ่งระหว่างกลางดี สกอตต์ ฮอลซ์แมน จิตแพทย์และผู้เขียนหนังสือ The Secrets of Happy Families: Eight Keys to Building a Lifetime of Connection and Contentment. (ความลับสู่ครอบครัวที่มีความสุข : 8 สิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์และความพึงพอใจในชีวิต) กล่าวเตือน

 

ลูกจะรู้สึกว่ามันยากที่จะทำความเข้าใจว่า แสดงอารมณ์ขนาดไหนคือเหมาะสมและขนาดไหนคือมากเกินไป หากคุณชอบขึ้นเสียงบ่อยๆ และพูดกับลูกว่า “อย่านะ” หรือ “เอาอีกแล้ว” เด็กอาจจะสวนกลับว่า “แม่ไม่ยุติธรรม! แม่เป็นแม่ที่แย่ที่สุดในโลก” เพียงแค่คุณไม่ยอมให้ลูกกินไอศกรีมก่อนนอน

สิ่งที่ส่งผลในด้านลบมากๆคือ หากลูกทำผิดจริงและร้ายแรง ลูกจะดื้อและไม่เชื่อฟังคุณเพราะลูกจะคิดว่าการขึ้นเสียงคือการสนทนาปกติในชีวิตประจำวัน คุณหมอฮอลซ์แมนเตือน

ถ้าคุณพูดว่า “เขื่อนแตก น้ำไหลทะลักท่วมเมือง เราต้องรีบหนี” ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับ “ลูกไม่เก็บเลโก้อีกแล้ว” เด็กจะเฉยชาต่อสถานการณ์และไม่ตอบสนองคุณแบบทันท่วงที

 

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

ถ้าคุณเริ่มหงุดหงิด ลองให้คะแนนสถานการณ์นั้นๆดู จาก 1-10 โดยให้ 1 เป็นสถานการณ์เล็กน้อยที่ไม่กระทบอะไรกับชีวิต (เช่น ลูกน้อยวัย 6 ขวบ วางเสื้อผ้าไม่เป็นที่เป็นทาง) และ 10 คือสถานการณ์ฉุกเฉิน (นิ้วของลูกถูกประตูรถหนีบ) บังคับตัวเองให้ไม่กลายเป็นแม่ผู้ตื่นตระหนก ถ้าความร้ายแรงของสถานการณ์น้อยกว่า 8

“ช่วงแรกๆคุณอาจรู้สึกเหมือนทุกอย่างควรให้ 20 คะแนน แต่ถ้าปฏิบัติไปเรื่อยๆคุณจะเห็นความแตกต่างของสถานการณ์ได้เอง” คุณหมอฮอลซ์แมนกล่าว

การแสดงอารมณ์

  1. คุณคือ Spin Doctor ชีวิตนี้สวยงามเต็มไปด้วยยูนิคอร์นและสายรุ้ง

คุณรถชนและต้องเสียค่าซ่อมกว่า 500 เหรียญ และเพื่อนสนิทกำลังจะย้ายไปอยู่แคลิฟอร์เนีย ไม่แปลกเลยที่คุณจะรู้สึกเหมือนกำลังจัดปาร์ตี้สมเพชตัวเองอยู่ แต่พอลูกวัย 5 ขวบถามคุณว่าเกิดอะไรขึ้น คุณกลับยิ้มแล้วตอบเขาว่า “ไม่มีอะไรจ้ะลูกรัก ทุกอย่างโอเค”

ผลกระทบต่อเด็ก 

การมองโลกในแง่ดีก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็เป็นข้อผิดพลาดที่คุณปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง ลูกต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจว่ามันไม่ผิดที่จะรู้สึกเศร้า โกรธหรือไม่พอใจ ไม่ว่าคุณจะพยายามซ่อนความรู้สึกอย่างไร แต่เด็กนั้นไวต่อการรับรู้

“ลูกจะรู้สึกได้ว่าคุณมีอะไรในใจ” ดร.ชาร์ลอต เรซนิค จิตแพทย์และผู้เขียนหนังสือ The Power of Your Child’s Imagination: How to Transform Stress and Anxiety Into Joy and Success (อำนาจการจินตนาการของเด็ก : วิธีเปลี่ยนความเครียดและความวิตกกังวลให้เป็นความสุขและความสำเร็จ) อธิบาย

“ถ้าคุณไม่แสดงความรู้สึกออกมา มันจะเป็นการสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะโกหกความรู้สึกตัวเอง และลูกอาจคิดไปเองว่าลูกเป็นคนทำให้คุณหงุดหงิดและลูกจะรู้สึกแย่กับตัวเอง”

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ถ้าคุณเริ่มรู้สึกแปลกๆ รู้สึกเศร้า ไม่พอใจ สับสน หรือแม้กระทั่งรู้สึกกลัว ให้ปล่อยอารมณ์เหล่านั้นออกมา “เด็กต้องการใครสักคนที่สามารถระบายความรู้สึกได้” ดรฮอลซ์แมนกล่าว สอนลูกให้รู้จักอารมณ์ต่างๆ และอธิบายสาเหตุของอารมณ์ให้ลูกเข้าใจ และยกตัวอย่างให้สัมพันธ์สิ่งที่ลูกเคยเจอมา เช่น “แม่มีหัวหน้าคนใหม่ แล้วก็ไม่รู้ว่าแม่จะเข้ากับหัวหน้าได้ดีไหม จำได้หรือเปล่าที่ลูกกังวลมากๆตอนที่ต้องไปพบคุณครูคนใหม่ นั่นแหละ แม่รู้สึกแบบนั้น” หรือ “แม่รู้สึกเศร้าที่คุณยายป่วย รู้ไหมว่าคนเรารู้สึกซึมเศร้าได้ เพราะขนาดแม่ยังรู้สึกบางทีเลย แต่แม่รู้ว่าคุณหมอจะรักษาคุณยายอย่างดีที่สุด”

อธิบายให้เด็ก 7-8 ขวบฟังให้ละเอียดกว่าเด็กเล็ก เพราะช่วงอายุ 7-8 ขวบ เป็นวัยที่เด็กเข้าใจอะไรได้มากขึ้น และแยกแยะปัญหาของคนอื่นออกจากปัญหาของตัวเองได้ ดร.เรซนิคกล่าว เปิดโอกาสให้เด็กถามคำถาม เขาจะได้คลายความกังวลและเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงมากกว่าจะคิดไปเองในด้านร้ายๆ

  1. ใช้ประโยคคำถามเวลาออกคำสั่ง

คุณอยากให้ลูกน้อยวัย 4 ขวบของคุณเก็บของ คุณก็ถามลูกว่า “ลูกเอาของเล่นไปเก็บได้มั้ย” และตามด้วย “ตอนนี้นะ ได้มั้ย?”

ผลกระทบต่อเด็ก 

ถ้าคุณสั่งให้เด็กทำอะไรโดยใช้ประโยคคำถามต่อท้าย เช่นใช้คำว่า “ได้มั้ย โอเคมั้ย” เด็กจะเข้าใจว่าคุณกำลังขอร้องเขา และเขาสามารถเลือกว่าจะทำหรือไม่ทำก็ได้ “คุณกำลังทำให้ลูกไม่เชื่อฟัง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง” ฟราน วอลฟิช นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือ The Self-Aware Parent: Resolving Conflict and Building a Better Bond With Your Child (พ่อแม่ที่เข้าใจตัวเอง : การแก้ปัญหาความขัดแย้งและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก) กล่าว ถ้าเด็กไม่สนใจคุณ คุณจะเริ่มพูดซ้ำๆและหมดความอดทน จะทำให้หงุดหงิดทั้งสองฝ่าย

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

ต้องชัดเจน เพราะนี่คือสิ่งสำคัญเวลาคุณต้องการให้ลูกทำตามคำสั่งทันที บอกลูกโดยการระบุ ”ช่วงเวลา” ที่ท้ายประโยค เช่น “ไปแต่งตัวแล้วออกไปสวนกัน นะคะ” หรือ “ปิดทีวี เดี๋ยวนี้เลย” ถ้าลูกไม่ยอมขยับเขยื้อในทันที ให้พูดซ้ำอีกรอบ “ไหน ปิดทีวีให้แม่ดูหน่อย ไม่งั้นเดี๋ยวแม่จะช่วยนะ” ดร.วอลฟิชแนะนำ “นับหนึ่งสองในใจ แล้วคว้ารีโมทมาเลย”

การออกคำสั่งให้ชัดเจนต้องฝึกฝนและต้องเด็ดขาด แต่มันจะทำให้คุณควบคุมลูกได้ดีขึ้น และทำให้คุณไม่หงุดหงิด นอกจากนั้นเด็กจะเรียนรู้ด้วยว่าต้องเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของพ่อแม่

มองโลกในแง่ดี 

  1. เป็นพ่อแม่นักจับผิด ไม่เป็นครูที่ดี

คุณจับตามองเด็กทุกความผิดพลาด พอลูกเอาใบเกรดที่มีเกรด A เกรด B เยอะแยะมากให้ดู แต่คุณกลับทักที่ C ในวิชาสะกดคำ และถามลูกว่า “เกิดอะไรขึ้น”

คุณเห็นลูกไม่เก็บที่นอน และผ้าปูที่นอนห้อยลงมากองอยู่ที่พรม คุณจึงบ่นลูกของคุณ “ทำไมถึงไม่เก็บที่นอนให้เรียบร้อย”

ผลกระทบต่อเด็ก

ถ้าคุณตำหนิลูกมากกว่าจะชมเชยเขา คุณอาจถูกลูกเฉยชาใส่หรือแสดงกิริยาต่อต้าน ซึ่งทั้งสองอย่างจะทำให้ลูกไม่รับฟังเวลาคุณสอนหรือแนะนำเขา ที่ร้ายแรงกว่านั้นการจับผิดจะทำให้เด็กสูญเสียความมั่นใจ เป็นไปได้เช่น เด็กกำลังทำอะไรบางอย่างที่กำลังจะสำเร็จ แต่เขาอาจจะหยุดกลางคันเพราะกลัวว่าตัวเองจะทำพลาดและทำให้คุณผิดหวัง หรือเด็กอาจกลายเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสต์ และคิดว่าเรื่องเล็กๆน้อยๆจะมีผลต่อความรักที่แม่มีให้เขา “ถ้าคุณเอาแต่พูดเรื่องลบๆ หรือจ้องจับผิดแต่จุดด้อยของเด็กแทนที่จะชมเชยจุดเด่นของเขา เด็กอาจจะเกิดความเชื่อว่าตัวเองไม่มีทางทำอะไรสำเร็จ” เคธี แคสสินี่ อดัมส์ นักจิตวิทยาเด็กและครอบครัว ผู้เขียนหนังสือ The Self-Aware Parent: 19 Lessons for Growing With Your Children (พ่อแม่ผู้เข้าใจตนเอง : 19 บทเรียนเพื่อการเติบโตไปพร้อมๆกับลูก)

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 

คุณต้องชมลูกบ่อยๆแทนที่จะติเตียนหรือวิจารณ์เขา แต่ไม่ได้หมายความว่าให้คุณหลีกเลี่ยงการพูดถึงข้อผิดพลาดของลูก อย่างแรกคุณต้องชี้ให้ลูกเห็นถึงความสำเร็จของตัวเขาก่อน “ว้าว ดูเกรด A กับ B นี่สิลูก เก่งมากเลย” และค่อยๆพูดถึงข้อผิดพลาดของลูกอย่างนุ่มนวล “วิชาสะกดคำมันยากเนอะ เดี๋ยวสอบคราวหน้าแม่จะช่วยหนูอ่านหนังสือนะ”

โดยทั่วไป การหลีกเลี่ยงการชี้ทุกข้อผิดพลาด และหันมาพูดถึงสิ่งดีๆที่เด็กทำเป็นกิจวัตรประจำวันดีกว่า อดัมส์แนะนำ คุณอาจบอกว่า “ขอบคุณที่ยกจานไปวางนะ ช่วยแม่ทำความสะอาดโต๊ะอาหารได้มากเลย” แทนที่จะพูดว่า “ทำไมถึงวางซอสมะเขือเทศทิ้งไว้แบบนั้น”

ข้อดีอื่นๆของการชมเชยลูก : ลูกจะเปิดใจรับฟังคำตำหนิจากคุณมากขึ้น เพราะลูกรู้ว่าคุณเข้าใจจริงๆว่าเขาทำอะไรผิดอะไรถูก

ตีพิมพ์ในนิตยสารพ่อแม่ เดือนกันยายน 2012

 

โดย ซินเธีย แฮนสัน นิตยสารพ่อแม่

ที่มา:https://www.parents.com/parenting/better-parenting/advice/bad-parenting-habits/

 

(Visited 1,575 times, 1 visits today)